フィード:
投稿
コメント

ถือโอกาสเขียนบล็อก 2 ครั้งในวันเดียวเลยละกันเพราะคงจะไม่ได้เขียนอีกพักใหญ่ๆ เพราะกว่าจะกลับมาจากต่างจังหวัดก็ตั้งพฤหัสหน้าโน่น

เรื่องนี้เป็น 発表 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา พอพูดเสร็จอ.มัทสึอิก็ช่วยตรวจแก้ Script ให้ ทำให้รู้ที่ผิดของตัวเองเพียบเลย

สืบเนื่องมาจาก Blog ครั้งที่แล้วที่เราบอกเรื่องการใช้ ~思うようになった ว่าเราเขียนผิดใน タスク6 พอลองกลับมาย้อนดูที่อ.มัทสึอิแก้ก็เข้าใจแล้วว่าผิดตรงไหน

ที่เราแต่งไว้คือแบบนี้

日本文化と日本人の考え方はタイと比べると、違っている点がかなり多いので、誤解する機会があります。両国の協調性を重んじる私は母国と日本の架け橋になりたいと思います。→ 日本文化と日本人の考え方はタイと比べると、違っている点がかなり多いので、誤解を招くことがあります。私は両国の調和が大切だと思うのでタイと日本の架け橋になりたいと思うようになりました。

มีที่ผิดเยอะมาก

  • 機会 อาจารย์แก้ให้เป็น 招く เพราะอาจารย์อธิบายว่าคำว่า 機会 จะใช้กับสิ่งดีๆเรื่องดีๆเท่านั้น ในที่นี้ 誤解する เข้าใจผิดไม่ใช่เรื่องดีเลยใช้ 機会 ไม่ได้
  • 協調性 อาจารย์บอกว่าใช้ได้กับคนเท่านั้น แล้วประโยคนี้ก็คงแปลกมาก อาจารย์เลยแก้ให้ทั้งหมดเลย กลายเป็น 両国の調和が大切だと思う ไป
  • 母国 อันนี้ใช้ศัพท์ในบทเรียน แต่อาจารย์บอกว่าเวลาพูดฟังแล้วแปลก ใช้แค่ タイ ไปเลยจะฟังดูดีกว่า
  • ~と思うようになりました เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงใช้รูปนี้ เพราะว่าประโยคแรกเราเกริ่นมาก่อนว่าความคิดวัฒนธรรมคนไทยกับญี่ปุ่นแตกต่างกัน มีโอกาสเข้าใจผิดค่อนข้างมาก ด้วยเหตุนี้จึงอยากเป็นล่าม อย่างที่อ.กนกวรรณบอกจริงๆว่า ต้องมี “การเปลี่ยนแปลง” ถึงใช้รูปนี้ได้ กรณีนี้คือมีประโยคแรกนำมาก่อน ทำให้เราคิดประโยคที่ 2 ตามมา

มีเรื่องเล็กๆน้อยๆอีกนิดหน่อยนะ

ถ้าใส่คำว่า コース เข้าไปจะต้องใช้กับ Verb取る

異文化コミュニケーションのコースを取る

แต่ถ้าไม่มี コース ก็จะเป็น

異文化コミュニケーションを学ぶ。

タスク6-志望理由書

กรี๊ดดดดดดดดด!!!!!!!!!

สาเหตุมาจาก タスク6 ของตัวเองเนี่ยแหละ วันนี้ขึ้นไปหาอ.กนกวรรณที่ห้อง อ.เลยให้ 志望理由書 ที่แก้เสร็จเรียบร้อยคืนมาให้พร้อมกับอธิบายว่าเราทำผิดตรงไหน ขอบคุณมากๆนะคะอาจารย์

พอฟังคำอธิบายของอาจารย์เสร็จแล้วถึงรู้สึกอยาก “กรี๊ดดดด” แบบนั้นนั่นเอง รู้สึกว่าทำไมตัวเองถึงเขียนภาษาญี่ปุ่นได้ไม่รู้เรื่องมากขนาดนี้เลยเหรอ? นี่เรียนมาขนาดนี้มันไม่พัฒนาเลยใช่มั้ย? แต่เอาจริงๆก็โทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง เราก็รู้สาเหตุมาเป็นปีแล้วล่ะนะว่าทำไมมันถึงไม่พัฒนาซะที แล้วจะมานั่งคร่ำครวญไปทำไม? บางทีก็คิดนะว่าความสามารถทางด้านภาษาญี่ปุ่นเราอาจจะได้เท่านี้ พัฒนาต่อไม่ได้แล้ว ยกเว้นมีเหตุการณ์บังคับให้ต้องไปอยู่ที่ญี่ปุ่นสัก 5 ปีขึ้นไป หรือแต่งงานกับคนญี่ปุ่นล่ะมั้ง

ฟังดูหดหู่จริงๆ  เอาเป็นว่าขอเข้าเรื่องเลยดีกว่าว่าที่ผิดน่ะผิดอะไร

จาก タスク6 คราวนี้ ทำให้เราได้ค้นพบ (大発見?)ว่าเราเขียนประโยคภาษาญี่ปุ่นไม่รู้เรื่องตรงที่เวลาเชื่อมประโยค ประธานคนละตัวกันก็ไม่สนใจ ยังจะเชื่อมไปทั้งยังงั้น ทำให้เวลามาอ่านแล้วคนอื่นคงจะงงมากว่า แล้ว Verb นี้ประธานตัวไหนทำ? ยังไม่พอ ยังใช้ 自動詞・他動詞 ปนกันมั่วไปหมดใน 1 ประโยค คนอ่านอ่านแล้วก็คงไม่รู้เรื่องอีก

ใน タスク เดียวนี่ มีประโยคอย่างที่ว่าถึง 3 ประโยค เราคิดว่าเยอะมากๆๆๆนะสำหรับการเขียนงานสั้นๆแค่ 1 หน้ากระดาษ เลยทำให้มานั่งคิดๆๆๆว่าก่อนหน้านี้เคยมีใครมาบอกหรือเปล่าว่าตัวเองเชื่อมประโยคไม่เป็นแบบนี้ หรืออาจารย์เคยแก้งานหรือมี Comment เรื่องนี้ถึงเราหรือเปล่า แต่ยังนึกไม่ออกว่ามีนะ แต่การที่มาเจอปัญหานี้ในงานเขียนแค่ 1 หน้าแล้วเยอะขนาดนี้ แสดงว่าเราต้องมีปัญหากับเรื่องนี้จริงๆแล้วล่ะ

ต้องขอบคุณอ.กนกวรรณจริงๆที่ช่วยอธิบายให้เรา ไม่งั้นก็ยังไม่รู้ปัญหาัตัวเองอยู่ดี ขอบคุณอาจารย์จริงๆค่ะ

ส่วนประโยคตัวอย่างที่เราเขียนก็อย่างเช่น

  • 日本語研究・異文化理解科目に組み合わせ、様々な分野が広がり学びたいと思っています。

ประโยคนี้แหละที่ใช้ 自動詞・他動詞 มั่วไปหมด ขอสารภาพก่อนว่าเวลานึกถึง Verb เราจะไม่เคยคิดเลยว่าคำนั้นเป็น 自動詞 หรือ 他動詞 แค่เอา Verb ให้ตรงกับความหมายที่ต้องการจะสื่อก็ยากแล้วในบางครั้งสำหรับเรา และอีกอย่างไม่เคยมี 意識 เรื่องการใช้รูป 自動詞・他動詞 เลย หา Verb ได้ก็ใช้ไปไม่ได้คิดอะไร

組み合わせる เป็นสกรรมกริยา 広がる เป็นอกรรมกริยา แต่ 学びたい คือตัวเราเองที่อยากเรียน ทำให้การใช้ปนกันมั่วไปหมดใน 1 ประโยค ยังไม่นับคำว่า 組み合わせる ที่อาจารย์ไม่เข้าใจว่าเราต้องการจะสื่ออะไรอีกนะ

  • 現代日本社会や日本政治学入門や日本文化論入門のコースなどあげられ、日本社会と文化について深く理解するように待します。→ 現代日本社会や日本政治学入門や日本文化論入門のコースなどを受けることにより、日本社会と文化について深く理解できるようになりたいと思っています。

ประโยคนี้มีหลายปัญหามาก ก่อนอื่นคำว่า あげられる เราใช้ผิด ที่เข้าใจ (ไปเอง) ตั้งแต่ต้น คือยกตัวอย่างชื่อ Course ขึ้นมาเลยใช้ あげられる แต่อ.ไม่เข้าใจ

อีกปัญหาคือ ประโยคนี้เราก็เชื่อมประโยคไม่รู้เรื่องอีก เพราะตอนแรกประธานเป็นพวกชื่อวิชา แต่ครึ่งหลังกลับบอกว่าคาดหวังว่าจะเข้าใจเรื่องพวกนี้ให้ลึกซึ้งมากขึ้น เพราะฉะนั้นประธานก็คือตัวเรา แต่เราดันจับมาเชื่อมกันแต่ประธานดันเป็นคนละตัว  ก็เลยออกมาไม่รู้เรื่องกันไปหมดว่าใครทำอะไร

อีกปัญหาก็คือการใช้ 期待します อ.บอกว่าฟังดู えらそう เลยแก้มาให้เป็นอย่างที่เห็น อันนี้ที่ผิดก็บอกได้เลยว่าไม่รู้จริงๆ โอเคที่คิดคือภาษาอาจจะแข็งไป แต่ที่ตัวเองคิดก็คือไม่รู้สึกเลยว่า えらそう  เพราะเราเป็นคนคาดหวัง เป็นเรื่องของเรา เกี่ยวกับเรา เราทำ Verb นี้เอง แล้วจะฟังดูเรายิ่งใหญ่อะไรขนาดนั้นได้ยังไง? แต่คิดว่าเราอาจจะไม่เข้าใจ Nuance ของคำนี้ในภาษาญี่ปุ่นมากกว่าเลยกลายเป็นว่าฟังดูไม่ดีไป

  • 貴大学の留学生センターで地域社会の発展するような活動も行っているので、ボランティア活動をやってみたいと思います。→ 貴大学の留学生センターで地域社会の発展のための活動も行われているようなので、ボランティア活動をやってみたいと思います。

เรื่องนี้ก็ปัญหาเดิม คือใช้ Verb ไม่สัมพันธ์กับประธาน ประโยคแรกพูดถึงว่าที่ 留学生センター มีการจัดกิจกรรมอาสาสมัคร เราเลยอยากไปสมัคร ในประโยคแรกเราไปใช้ 行っている ทั้งที่จริงๆแล้วเราไม่ได้เป็นคนจัดกิจกรรมนี้

  • 多異文化コミュニケーションで他の留学生の観点をお互いに交流する機会を得られます。→多異文化コミュニケーションで他の留学生からの観点を聞いてお互いにそれぞれの情報を交流する機会を得られるだろうと思います。

ประโยคนี้แต่งขาดหลายจุด ได้ฟังมุมมองจากนักเรียนต่างชาติคนอื่น และมีโอกาสแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ตอนแรกไม่ได้ใส่คำว่าข้อมูลเข้าไปเพราะคิดว่าถ้าแค่พูดว่า แลกเปลี่ยนมุมมองกันก็น่าจะพอ

อีกเรื่องก็ 得られます ประโยคฟังดูแข็งเกินไป อ.เลยแก้ให้เป็น 得られるだろうと思います。

ส่วนพวกที่ผิดปลีกย่อยอื่นๆก็อย่างเช่น

  • สำนวน ~と思うようになりました

พยายามจะใช้เลียนแบบจากที่อาจารย์สอน แต่ดันมาใส่ในประโยคผิด เพราะว่าประโยคที่เราใช้ไม่ได้แสดงถึงความเปลี่ยนแปลง สรุปส่วนที่ควรจะต้องใส่ดันไม่ใส่ แต่ส่วนที่ไม่ต้องใส่ดันใส่มา

  • คำช่วย

日本旅行行ったことがきっかけで、… หรือ 日本旅行行ったことがきっかけで、…

  • การเว้นย่อหน้า

เวลาพิมพ์เราเว้นเข้ามามากเกินไป จริงๆเวลาพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นให้เว้นเข้ามาแค่นิดเดียว 1 ตัวอักษรก็พอ

แต่ก็รู้สึกได้ความรู้จากงาน 志望理由書 หลายอย่างเลยนะ ผิดพลาดมากก็จริง แต่ก็ทำให้ได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมากขึ้นเช่นกัน

เรื่องนี้ไปอ่านเจอจากหนังสือ 日本語文法セルフ・マスターシリーズ2:する・した・している คิดว่าเป็นหนังสือเล่มเดียวกับที่อ.กนกวรรณเอามาให้ทำเรื่อง は・が ในห้องด้วย เพราะดู Pattern หนังสือเหมือนกันเลย คนแต่งชื่อ 砂川有里子 แต่มีเขียนบนปกหนังสือว่า 寺村秀夫 企画・編集 ด้วย ซึ่ง 寺村 เนี่ยรู้สึกเป็นคนสำคัญที่เรียนในวิชาอ.อัษฎายุทธเมื่อเทอมที่แล้วหรือเปล่า? ชื่อคุ้นสุดๆ แต่จำไม่ได้ว่าสำคัญยังไงทางด้านภาษาศาสตร์ สงสัยต้องไปเปิดดูชีทเก่าๆเช็คดู ไม่น่าจะจำผิดนะ

สำหรับเรื่อง あいだ กับ あいだに นี่เป็นคอลัมน์เล็กๆแทรกในบทแต่เราว่าดูน่าสนใจดี

จากประโยคตัวอย่าง

子供が寝ているあいだ、本を読みました。

子供が寝ているあいだ、本を読んでいました。

ทั้ง 2 ประโยคใช้ได้ทั้งคู่ แสดงให้เห็นว่า ตอนที่เด็กนอนเราอ่านหนังสือตลอด(子供が寝ているときにずっと本を読みつづけたということを表しています。) ทำให้ใช้ V.ていた ได้ด้วย

ในทางกลับกัน ถ้าเป็น

子供が寝ているあいだに本を読みました。

จะแสดงให้เห็นว่า เราอ่านหนังสือแค่ช่วงหนึ่งตอนที่เด็กนอนอยู่(子供が寝ている時間の一部分だけを使って本を読んだということです。) ระยะเวลาที่เหลืออาจจะไปซักผ้า ทำความสะอาด หรือทำอะไรอย่างอื่นก็ได้

เพราะฉะนั้น ด้วยความที่ あいだに แสดงให้เห็นแค่ช่วงเวลาหนึ่ง ทำให้แต่งประโยค 子供が寝ているあいだに本を読んでいました。ไม่ได้ เพราะไม่ได้แสดงการกระทำต่อเนื่องกัน  あいだにเน้นแค่เป็นจุดเวลาช่วงหนึ่งเท่านั้นเอง

ไว้ถ้าเจออะไรน่าสนใจจะมาเขียนใหม่อีก

ตอนแรกคิดจะเขียนบล็อกเรื่อง V.ている เหมือนเพื่อนๆเหมือนกัน แต่เห็นคนเขียนกันเยอะมากๆๆๆ แล้วก็เขียนกันได้ดีๆทั้งนั้นเลย เลยเปลี่ยนใจไม่เขียนดีกว่า เอาเรื่อง V.した เหมือนเดิมนี่ละ ไหนๆก็เป็นหัวข้อ Portfolio ตัวเองด้วยก็จะพยายามเขียนให้บ่อยๆ จะได้ทวน Input ที่หามาได้ให้ตัวเองไปด้วย

ที่ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้แทนเพราะเป็นการใช้ した ในแบบที่ไม่เคยรู้มาก่อน (อีกแล้ว)

ลองดูประโยคนี้นะว่าจะใช้ Verb เป็นรูปไหนดี

見て、向こうから変な帽子を_________人がやってくるよ。(かぶる)

เราเห็นปุ๊บ ชัวร์แน่นอนว่าต้องเป็น かぶっている เรียนมาตลอด V.ている ที่แสดงสภาพไง ไม่เห็นยากเลย อาทิตย์ที่แล้วอ.กนกวรรณก็สอนในห้องด้วย

แต่ปรากฎว่า ผิดค่ะ!!!

ต้องใช้ かぶった แหละ!!!

หนังสือเล่มเดิม 日本語文法演習:時間を表す表現 – テンス・アスペクト ที่ใช้อ้างอิงในคราวที่แล้วด้วย อธิบายไว้ว่าอย่างนี้

着脱や身体的特徴の所有に関する動詞(着る、かぶる、(目を)する etc.) の場合、名詞修飾節の中では「~した」を使うことが多い。この場合、具体的な過去や完了を表さない。一方、これらの動詞が文全体の述語として使われる場合には「~した」の形は使われない。これは、この場合は具体的な時間と関連があるためである。

เช่น

A: 彼は本当に変わった人ですね。

B: そうですね。本当に変わっていますね。

ตามกฎข้างต้นที่บอกว่าถ้าเป็นภาคแสดงจะใช้รูป した ไม่ได้เพราะมีความเชื่อมโยงกันทางด้านเวลา แปลเป็นไทยแล้วงงๆ อันที่จริงตอนอ่านคำอธิบายภาษาญี่ปุ่นก็ยังงงอยู่เหมือนกันว่า Verb มีความสัมพันธ์กันทางด้านเวลายังไง?

แต่ก็ยังสงสัยอยู่ดีนะว่า ประโยคแรก 見て、向こうから変な帽子を_________人がやってくるよ。เนี่ย ถ้าใส่ かぶっている ขยายคำนามจะผิดหรือเปล่า? ใช้ได้แค่ かぶった อย่างเดียวเท่านั้นเหรอ?

สุดท้ายก็แอบเกี่ยวกับเรื่อง V.ている นิดนึงนะเนี่ย

วันนี้ในคาบ 会話 อ.มัทสึอิให้เล่าเรื่องปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพตัวเองพร้อมบอกถึงสาเหตุ พอเล่าจบอ.ก็ให้เล่าอีกรอบแล้วแก้ Grammar ที่ผิดให้ เลยถือโอกาสเอามาเขียนบล็อกวันนี้ด้วยเลย

อันนี้เป็นเรื่องที่เราเ่ล่า

最近、朝、起きるときに、なかなか目が覚めなくて、日中、眠気におそわれているの。それで、授業中にとても眠くてたまらないので、何回もあくびするの。それに、あまり集中できない。実は、夜、毎日インターネットをしたり、テレビ番組を見たりするので、いつも遅くまで起きているの。インターネットとか夢中でしていたので、早く寝たいけど、いつも時間を忘れてしまうの。

อ.ยังคงเน้นเหมือนเดิมว่าถ้าเราเรื่องตัวเอง ให้ลงคำช่วยตอนท้ายด้วย ~の จะดีกว่า ~よ

ตรงที่ขีดสีแดงคือจุดที่โดนแก้นะ

  • おそわれている → よくおそわれる

ผิดเรื่อง Tense ตามเคย

อ.บอกว่าถ้าใช้เป็น V.ている จะแสดงความต่อเนื่อง ควรใช้ V.る ธรรมดาจะดีกว่าในกรณีนี้ พออ.เริ่มพูดอธิบายปุ๊บยังไม่ทันจบประโยคก็อ๋อเลย คือเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว เรียนมาแล้ว แต่ก็ยังใช้ผิด บางทีก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเองจริงๆ

  • あくびする → あくびが出てしまう

ถ้าใช้เป็น V.する อ.บอกว่าดูเหมือนเราอยากทำกริยาตัวนั้นๆเอง เหมือนอยากหาวเอง แต่เรื่องหาวเป็นเรื่องที่เราไม่ได้อยากทำ ใช้กับ 出る จะดีกว่า

  • 早く寝たいけど → 早く寝ようと思うだけど

จริงๆอันนี้อ.ก็ไม่ได้บอกว่าผิดอะไร แต่ตอนอ.พูดทวนประโยคของเราแล้วใช้เป็น 寝ようと思うだけど  เราเลยรู้สึกว่า เออ ถ้าใช้ 寝たい คือแปลมาจากภาษาไทยในหัวทั้งอย่างนั้นเลย (จริงๆตอนเล่าก็คิดเป็นภาษาไทยก่อนน่ะแหละ) ดูตรงตัวเกินไปว่า “อยากนอน” ใช้รูป V.ようと思う ฟังดูดีกว่าจริงๆ

ไม่รู้เมื่อไรจะเลิกคิดเป็นภาษาไทยในหัวแล้วพูดญี่ปุ่นสักทีเหมือนกัน ก็รู้นะว่าวิธีนี้ทำให้พูดไม่เป็นธรรมชาติ แต่ถ้าไม่คิดเป็นไทยก่อนคงไม่ได้สื่อสารกันแล้วล่ะเพราะคงพูดออกมาไม่ได้เลย!

เรื่องนี้อ้างอิงมาจากหนังสือ 日本語文法演習:時間を表す表現 – テンス・アスペクト เป็นเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย แถมค่อนข้างเกี่ยวกับ ポートフォリオの目標 ของตัวเองด้วย

ลองดู 2 ประโยคนี้

思い出した。来週、みんなで食事会をした

思い出した。来週、みんなで食事会をするんだった

ตอนแรกเราก็คิดว่าน่าจะใช้ได้ทั้ง 2 ประโยค ไม่น่าผิด แต่ปรากฎว่า ประโยคแรกผิด ประโยคที่สองถูก

หนังสือเล่มนี้อธิบายไว้ว่า

「~した」には再発見(想起)を表す用法があるが、動作や出来事を表す動詞の場合、「~した」の形で再発見を表すことはできないので、その代わりに、「するのだった」の形を使う。

แต่จริงๆก็ยังงงอยู่นิดนึงนะ งงที่ว่า 食事会 เนี่ยมันจะเกิดขึ้นในอนาคต คือ 来週 แล้วทำไมถึงใช้เป็นรูป ~た ล่ะ? หรือเพราะว่าเป็นเรื่องที่จำได้เลยใช้เป็นรูปอดีตไปหมดเลย?

มีอีกๆ แล้วถ้าเป็น 2 ประโยคนี้คิดว่าต่างกันยังไง?

明日は会議があるんだ

明日は会議があるんだった

ตอนแรกเราก็ไม่รู้อยู่ดี (เอาเป็นว่าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยละกัน!) แต่จากหนังสือเล่มนี้บอกว่า ~のだ จะใช้กับสิ่งที่เรารู้ครั้งแรก (その場で初めて知ったという場合) แต่ถ้าเป็น ~のだった จะใช้กับสิ่งที่เรานึกออกในขณะนั้น (その場で思い出したという場合)

มีอีก 2 ประโยคให้ลองเปรียบเทียบว่าต่างกันยังไง

あっ、富士山が見える

あっ、富士山が見えるんだ

อันนี้ทั้ง 2 ประโยคถูก แต่ความหมายจะต่างกัน

ประโยคแรกจะเป็นการบอกว่าเห็นภูเขาฟูจิเฉยๆ (富士山を見たことを表す)

แต่ประโยคที่ 2 จะแสดงการค้นพบลงไปด้วย (この部屋が富士山が見える部屋であることを発見したことを表す)

ถ้ามีอะไรน่าสนใจเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้อีกก็ว่าจะมาเขียนอีกนะ อันที่จริงคิดว่าจะเอาให้เพื่อนๆที่จะทำเรื่อง テンス・アスペクト ลองดูเหมือนกันเผื่อมีข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์กับ Portfolio บ้าง

会話-マイ・ブーム

マイ・ブーム เป็นงาน Presentation เดี่ยววิชา 会話 เมื่อเทอมที่แล้ว (ที่ทุกคนเครียดกันมาก 55+) อาจารย์ให้ส่ง Script บทที่จะพูดในวันที่พูดด้วย วันนี้ลองเอางานเก่าๆมาดูแล้วก็เห็น Script ของตัวเองที่อ.มัทสึอิแก้ให้เยอะมาก แต่ที่สงสัยอยู่อย่างหนึ่งคือ Comment ของอาจารย์ปิดท้าย อาจารย์เขียนว่า

よくできています。スピーチもよかったです。

งงตรงคำว่า よくできています นี่แหละค่ะ ทำไมอาจารย์ถึงไม่ใช้เป็น よくできました ทั้งที่ Presentation ก็พูดจบไปแล้ว เป็นอดีตไปแล้ว ทีประโยคหลังอาจารย์ัยังใช้ よかった เลย แล้วทำไมประโยคแรกถึงเป็น よくできています ไปได้

นี่ถ้าตัวเองไม่คิดจะทำ Portfolio เรื่อง Tense ก็คงไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย เพราะตอนได้ Script คืนมาก็แค่อ่านที่อาจารย์แก้ให้แบบผ่านๆไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร แต่ตอนนี้ชักสงสัย+งงๆแล้วล่ะว่าทำไมถึงเป็น よくできています

ポートフォリオの目標

วันนี้ได้ฟังพี่ๆและเพื่อนๆ 発表 จุดประสงค์ Portfolio ของตัวเอง รู้สึกว่าแต่ละคนก็มีเรื่องที่น่าสนใจต่างๆกันออกไป พอฟังของหลายๆคนก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ตัวเรามีปัญหาบ่อยๆและยังใช้ไม่เป็นเหมือนกัน อย่างปัญหาเรื่องคำช่วย は กับ が หรือคำช่วย に กับ で หรือเป็นเรื่องทางไวยากรณ์ที่เรามักจะผิดบ่อยๆเช่น 自動詞・他動詞、テンス、การใช้ て เชื่อมประโยค (เรื่องสุดท้ายฟังอาภาพรพูดแล้วรู้สึกถูกใจมากๆ เพราะตัวเองก็เป็นคนหนึ่งที่ถ้าคิดอะไรไม่ออกก็จะใช้ て เชื่อมประโยคต่อไปเรื่อยๆเหมือนกัน) หรือจะเป็นเรื่องคำสันธาน すると、そこで、それで ที่ถึงแม้ว่าจะเรียนไปแล้วในคาบ 会話 และทวนซ้ำไปซ้ำมาหลายหนรวมถึงสอบไปแล้วด้วยเมื่อเช้า แต่เอาเข้าจริงๆก็ยังงงและไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้สักที ส่วนเรื่องทาง Communication ก็คิดว่าน่าสนใจมากๆเหมือนกันค่ะ แต่ที่ตัวเองไม่คิดจะทำเพราะยังไ่ม่มีโอกาสใช้งานได้จริงมากขนาดนั้นเลยอยากเน้นทางด้านไวยากรณ์มากกว่า

สำหรับตัวเองก็จะทำเรื่อง テンス โดยจะเน้นในรูปอดีตกับปัจจุบันคือ V.る กับ V.た และคิดว่าจะดูรูป V.ている กับ V.ていた ประกอบด้วย (ขอบคุณเปี่ยมบุญด้วยนะที่ถามว่าจะทำด้วยหรือเปล่า) คิดว่าคงจะได้คุย+แลกเปลี่ยนความเห็นหรือข้อสงสัยกับณัฐชากับอาภาพรบ้างไม่มากก็น้อย เพราะเป็นเรื่อง テンス เหมือนกัน ถึงแม้ว่าจะทำVerbคนละรูปก็ตาม

สุดท้ายนี้ รู้สึกมีข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง アスペクト ยังไงก็ไม่รู้ ตั้งแต่เรียนกับอ.อัษฎายุทธเทอมที่แล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร รู้สึก テンス กับ アスペクト เป็น 2 เรื่องที่ต้องมาเกี่ยวเนื่องด้วยกันตลอดเลย วันนี้ถามอ.กนกวรรณ อ.ก็บอกว่าถ้าเป็น アスペクト ให้คิดถึง V.ている เป็นเหมือนกับ 代表 เลยก็ได้ แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจอยู่ดี

คิดว่าหลังจากสอบกลางภาคเสร็จแล้วก็จะเริ่มหาข้อมูลและรวบรวมชิ้นงานอย่างเป็นจริงเป็นจังมากขึ้นค่ะ อยากเรียนเรื่อง V.ている กับ V.ていた ที่อ.จะอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ タスクเล่าเรื่องคราวที่แล้วด้วย เพราะตอนที่เล่าใช้ テンス มั่วมากๆจริงๆ รู้สึกเหมือนจะใช้ V.た ไปเกือบทั้งเรื่องเลย คิดว่า タスク 5นี้น่าจะเอามาใส่ประกอบเป็นชิ้นงานใน Portfolio ของตัวเองได้ด้วยค่ะ

Entry นี้ มี きっかけ มาจากบทสนทนาผ่าน Twitter นั่งอ่านที่พวกฝรั่งเขาคุยกัน เพราะมีคนตั้งคำถามขึ้นมาว่า

Don’t you feel your personality changes as you switch languages? I do!

แล้วเกิดการถกเถียงกันใหญ่ หลายๆคนเห็นด้วยว่าจริง และไม่ใช่เพียงแค่ว่าวิธีการสื่อสารเปลี่ยนไปเท่านั้นนะ แต่รู้สึกกันว่า “บุคลิก” ของเราเปลี่ยนไปตามภาษาที่เราพูดอยู่ ณ ขณะนั้นด้วย แต่อีกหลายคนก็บอกว่าไม่ใช่บุคลิกใหม่ของเราหรอก เป็นบุคลิกของเรานั่นละ แต่ถูก “ตีความ” ออกไปอีกรูปแบบหนึ่งต่างหาก มีอเมริกันหลายคนบอกว่ารู้สึกตัวเองสุภาพ เถียงน้อยลง และนอบน้อมมากขึ้นตอนพูดภาษาญี่ปุ่น มีคนหนึ่งพูดเลยว่าจะโกรธเมื่อตัวเองใช้ภาษาอังกฤษเท่านั้น ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นตัวเองจะใจเย็นกว่ามาก!

ที่เราคิดว่าเรื่องนี้น่าสนใจมากเพราะเคยมีประสบการณ์แบบนี้กับตัวเองมาแล้วตอนอยู่ญี่ปุ่น มีเพื่อนฝรั่งบอกว่าเราเหมือนคนละคนตอนพูดภาษาอังกฤษและญี่ปุ่น ตอนพูดอังกฤษเราจะแสดงความเห็นของเราออกมาตรงๆ ดูมั่นใจ แต่พอพูดญี่ปุ่นเราจะดูสุภาพ กิริยามารยาทก็ดูนุ่มนวลกว่า

เรื่องนี้เราว่าก่อนอื่นเลยมันเกี่ยวข้องกับความเชี่ยวชาญของภาษานั้นๆด้วยล่ะ เราถนัดภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาญี่ปุ่นมากๆ ทำให้เราพูดออกมาได้มากกว่า พอเป็นภาษาญี่ปุ่นฟังอะไรก็ไม่รู้เรื่องเลยได้แต่เงียบๆ หรือไม่ก็ตอบรับ “ค่ะๆ” ไป พอนึกอยากจะชวนคุยหรือถามอะไรก็ขัดใจตัวเองไปหมดเพราะไม่สามารถสื่อสารออกมาได้ดั่งใจ

แต่ก็ต้องยอมรับนะว่าลักษณะเฉพาะของแต่ละภาษาก็เกี่ยวข้องด้วยมากๆ เราคงจะไม่มีวันพูดศัพท์อะไรออกไปในภาษาญี่ปุ่นเหมือนอย่างที่เราพูดกับภาษาอังกฤษหรอก ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเราจะไม่ลังเลเลยที่จะพูดว่า “I don’t like it”, “No”, “It’s not right”, “I’m not going” เราจะไม่พูดอ้อมค้อมมาก แต่ถ้าเป็นภาษาญี่ปุ่นจะตอบปฏิเสธอะไรทีก็คิดแล้วคิดอีก เครียดมาก กลัวว่าจะไปทำอะไรผิดใจเข้า

ขอกลับมาที่บทสนทนาใน Twitter อีกรอบนะ มีความเห็นที่น่าสนใจอีกเรื่องบอกว่า การที่เราพูดภาษาที่ 2 หรือที่ 3 จะไม่สามารถสื่อถึงลักษณะนิสัยของตัวเราออกไปได้ตรงๆและชัดเจนเหมือนอย่างภาษาแม่ของเราได้เลย

จริงมั้ย? ก็อาจจะจริงนะ บางส่วน แต่สำหรับเราก็ไม่ตรงซะทีเดียว ขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดภาษาที่ 2 หรือ 3 มากแค่ไหนด้วยล่ะ อย่างเรานี่บอกตรงๆว่า บางครั้งถ้าพูดอะไรหวานๆ โรแมนติก ถ้าพูดเป็นภาษาไทยจะรู้สึกขนลุกเลยนะ เพราะวัฒนธรรมไทยเราไม่ได้แสดงออกมาก แต่ถ้าเป็นภาษาอังกฤษเนื้อความเดียวกันก็อาจจะไม่รู้สึกอะไรมาก เพราะวัฒนธรรมตะวันตกเขาแสดงออกตรงไปตรงมามากกว่าตะวันออกมากๆ ใครๆเขาก็พูดกันเลยรู้สึกเฉยๆ อีกเรื่องหนึ่งที่บางครั้งรู้สึกถนัดในการใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าคือการแสดงความเห็นกึ่งบ่น เช่น “ทำไมคนไทยไร้ระเบียบ” แบบพูดแสดงความเห็นและวิจารณ์สังคม ไม่ได้แปลว่าจะใช้ศัพท์หรือถ่ายทอดความรู้สึกตัวเองออกมาได้ดีกว่า เพราะภาษาอังกฤษเราไม่ได้ดีขนาดนั้น แต่ “รู้สึก” สะดวกใจมากกว่าเพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาในภาษาอังกฤษที่จะแสดงความเห็นเราออกมา แต่ภาษาไทยน่ะถ้าพูดออกมาตรงๆมากๆบางทีคนอ่านอ่านแล้วก็อาจจะรู้สึกขัดใจหรือผิดใจกันได้ง่ายกว่าถ้าไปวิจารณ์อะไรมากๆเข้า ทำให้รู้สึกลำบากใจมากกว่าภาษาอังกฤษถ้าจะต้องวิจารณ์อะไรตรงๆมากๆในภาษาไทย

แต่เรื่องที่ว่าภาษาที่ 2 ของเราใกล้เคียงกับภาษาแม่มากแค่ไหนก็น่าจะเกี่ยวนะ ถ้าเวลาพูดภาษาไทยกับภาษาญี่ปุ่นก็อาจจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างมาก เพราะเป็นภาษาตะวันออกเหมือนกัน วัฒนธรรมก็ยังเป็นเอเชียเหมือนกัน แต่ถ้าเป็นภาษาตะวันตกกับภาษาญี่ปุ่นนี่เห็นชัดมากๆ

มีทฤษฎีเกี่ยวกับเรื่องภาษาและบุคลิกที่เรียกว่า Linguistic Relativity ด้วยล่ะ สนใจคลิกดูได้นะ (อันนี้ก็เอามาจาก Twitter)

สำหรับเราแล้วยังไงไม่ว่าจะพูดภาษาไหนทั้งหมดก็คือตัวเรานั่นล่ะ แต่อาจจะเป็นตัวเราในหลายๆมุมที่ต่างกันออกไป แค่คิดว่าตลกดีที่พอเปลี่ยนภาษาพูดก็มีลักษณะนิสัยบางอย่างที่ไม่ใช้ในภาษาหนึ่งมาใช้ในอีกภาษาหนึ่ง

มีใครเคยรู้สึกแบบนี้บ้างมั้ยเนี่ย?

การใช้ -て Form

วันนี้ตั้งใจจะมาเขียนเรื่องวิธีใช้ てForm อ้างอิงจากหนังสือ Basic connections: Making your Japanese flow สาเหตุก็มาจากที่บอกไปในคราวก่อนว่าใช้ てเชื่อมประโยคไม่เป็น เอะอะอะไรก็เชื่อมแบบมั่วๆไปก่อน เลยลองไปหาคำตอบมาดู

ตามหนังสือบอกว่า The basic function of the -Te form is to connect two sentences that describe successive or concurrent events, actions, etc., so it is not appropriate to use Te form when the two sentences are not related. Nor can you use the Te form to link two statements when one of the statements is stative and the other indicates action, motion, etc.

มาดูตัวอย่างที่ถูกกันนะ

  • 頭が痛くておきられなかった。
  • 合格を知ったときには嬉しくて飛び上がってしまった。

ต่อไปคือตัวอย่างที่ผิด

  • 卒業したら仕事を探したいと思って、そのすぐ後で結婚するつもりです。

ที่ผิดเพราะว่าไม่มีการแสดงให้เห็นถึง Cause and effect relation ควรจะต้องเป็น

  • 卒業したらすぐ仕事を探して、(見つかったら)その後で結婚するつもりです。

เพราะว่าจะแสดงให้เห็นถึงลำดับว่าถ้าหางานได้แล้วก็จะแต่งงาน

  • 日本のテレビ番組を見て、興味があった。
  • 安くて買いたい。

ส่วน 2 อันนี้ผิดเพราะใช้ Verb คนละชนิดกัน 興味があった กับ 安くて เป็น Stative ส่วนประโยค日本のテレビを見てกับ 買いたい เป็น Action Verbs

ควรแก้เป็น

  • 日本のテレビ番組を見て興味がわいてきた
  • 安いから/安いので買いたい。

ขอสารภาพตามตรงว่า ถ้าเป็นเราคงเขียนแบบตัวอย่างที่ผิดละ คงใช้ て เชื่อมไปเลยแบบไม่คิดอะไรมาก วันหลังจะระวังการใช้ให้มากขึ้นกว่านี้

จริงๆน่าจะมีรายละเอีียด/กฎอื่นๆมากกว่านี้อีกเยอะนะ แต่หนังสือเล่มนี้บอกไว้แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวเอง

過去の投稿 »

フォロー

Get every new post delivered to your Inbox.